บทที่ xxx 18 ไปเที่ยววัดกัน

posted on 27 Nov 2012 19:20 by gipp2599 directory Diary

บทที่ xxx ไหว้พระทำบุญ

                หลังจากผ่านเรื่องราวการทะเลาะกันแบบบ้าบอไปเรียบร้อยแล้ว พวกมันก็กลับมาดีกันเหมือนเดิม ทุกอย่างผ่านไปหลายวันตามช่วงเวลาที่ไม่ได้เขียนต่อ หรือลงเรื่องเล่าไป ก็นั่นแหละไม่มีอะไรมาเขียน

                พวกเรานัดว่ายน้ำกันสามครั้ง เดี๋ยวก็ติดไฟแดงบ้าง ไอ้กิ๊บป่วยบ้าง งานเยอะ ฝนตกแดดออกหิมะเข้า พายุกระหน่ำอะไรไปเรื่อยสุดท้ายก็ไม่ได้ไป

                จนช่วงเวลามาถึง วันเวลาที่พวกเรานัดกันจะไปทำบุญ

                วันนี้ วันที่ 17/11/55

                พวกเราได้ทำการไปวัดกัน...นั่นแหละ

                ณ เฟสบุ๊ค

                ไอ้นุ้ยมันตั้งสเตตัสอะไรบางอย่างประมาณว่างนั้นมันซวยมากอยากไปทำบุญ

                [ทำไมมึงไม่ไปกับพวกกู] ฉันตอบสถานะมัน

                [ว่าจะไปด้วยอยู่นะ] มันตอบกลับมา

                [ไปจริงไง] ฉันถามกลับ

                [ก็ไม่แน่]

          [เออ...]

          ห้วนๆ แล้วต่อมาฉันก็ไปนั่งเกมส์กับพี่อย่างเมามันส์ สิบเอ็ดโมงเอลฟ์ก็โทรหา รับสายคุยกันแปบเดียวกก็กลับมานั่งเล่นเกมส์ต่อจน 11:40 น.

                “กิ๊บเพื่อนรอไม่ใช่หรอ” พี่ที่ยืนทำติ่งอะไรไม่รู้อยู่หลังบ้านถามขึ้น

                “ก็รอ กว่าพวกมันจะมากันเที่ยงอะ เชื่อดิ”

          “มันก็ไม่ควรปล่อยให้คนอื่นรอนะ”

          “ไม่มีใครมารอหรอก จริงๆ”

          พวกเรานั่งเล่นเกมส์กันอีกแปบฉันก็เลิกไปเก็บข้าวของ แอบส่องตู้ดู ไม่มีตังค์...

                ไม่มีตังค์....ทำไงวเนี่ย

                “พี่เกมส์ เค้าไม่มีตังค์อะ ตัวเองมีตังค์ปะ” ทำหน้าแบ๊วสุดตรีน...

                “ไม่มี มี 80อะ”

                “อืม...”

          “อะ เอาไปก่อนปะ”

          “ขอบคุณคะ” มีตังค์แล้วเว้ย ฮ๊า

                ฉันก็เก็บตังค์ใส่กระเป๋า เดินไปหยิบกระเป๋าโทรศัพท์ ล้วงๆดู

                ฉันชักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าโทรศัพท์ มึงเงิน 120บาทที่ถืออยู่

                “เฮ้ย มีเงินด้วยอะ”

          “อืม ดีๆ งั้นเอามา20 มาติดตัวหน่อย”

          “อ๊ะ ให้ 40 เอาไปเลย”

          ฉันก็ให้เงินมาคืนไปสี่สิบ หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ไปโกยเหรียญใส่กล่องเหล็ก พร้อมเรียบร้อยก็สะพายเป้ใบเล็กออกจากบ้าน

                “พี่เกมส์เค้าไปแล้วนะ”

          “อืมๆ”

          “บายๆๆ”

          หลังจากลาพี่แล้วเรียบร้อยฉันก็ชิ่งออกจากบ้านเลยเพราะว่ามันช้ามากๆแล้ว ไปถึงหน้าปากซอยก็เกือบเที่ยงปรากฏว่าเจอเพื่อนมาคนเดียว

                “กูว่ากูช้าแล้วนะ...”

          “ตามที่มึงเห็นน่ะแหละ”

          คนที่มาคือไอ้นุ้ยน่ะแหละ ตอนแรกบอกไม่มา แม่งเจอคนแรกเลย

                สักพักไอ้จิ๋วกับเอลฟ์ก็ตามมา มาช้ากว่าฉันแค่สาม สี่นาทีได้ พวกเราก็ทักทายกันพอหอบปากหอมคอ อีกครึ่งชั่วโมงไอ้วิวก็ตามมา แม่งกว่าจะมาได้ ตอนขาไปสบายมาก ทุกอย่างชิวและราบรื่น นั่งรถเมลล์สาย 82ไปกันแบบชิวๆ ลงจากรถก็เดินกันนิดหน่อย ก่อนจะไปวัดพวกเรานั่งก๋วยเตี๋ยวเป็ดแถวๆวัดสระเกษ(เขียนงี้หรือเปล่านะ?) ตาแปะใจดีให้เป็ดเยอะ เนื้อก็นุ่มอร่อยมากเลย

                หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางไปวัดภูเขาทองกันอย่างพร้อมเพรียง

                “กุนะ ขนาดใส่เสื้อยืดยังร้อนจะตายห่า นี่จิ๋วใส่เสื้อกันหนาวมาด้วยกูหละร้อนแทน”

          “เออ น๊า”

          “แถมยังใส่ร้องเท้าผ้าใบอีก”

          “ถุงเท้าก็ไม่ใส่”

          “เค้าก็ไม่ใส่นะถุงเท้าอะ วันนี้เค้าขี้เกียจ” เอลฟ์ดึงแรคกิ้งค์ขึ้นมาให้ดูว่าไม่ได้ใส่ถุงเท้านะ ประมาณนั้นแหละ

                มาถึงทางขึ้นพวกเราไหว้หลวงพ่อโต ขอศีลขอพรกันเล็กน้อย เจอฆ้อนอันใหญ่มาก พวกเราจับด้ามจับด้วยกันหมดห้าคน ช่วยกันจับคนละมือ นับหนึ่ง สอง สาม แล้วขยับที่ตีฆ้องพร้อมกัน พวกเราตีพร้อมกันสามครั้งเสียงดังๆเลย

                จากนั้นพวกเราก็เริ่มเดินทางขึ้นไปสักการะภูเขาทองกันที่ชั้นบน ตามทางเดินพวกเราก็เคาะระฆังกันไปด้วยเสียงดังก๊องแก๊งๆ ตลอด มีนั่งท่องเที่ยวเดินสวนทางกับเราไปเรื่อยๆ พวกเราก็เดินขึ้น ดูเหมือนทุกคนจะกลับกันหมดแล้วเพราะพวกเรามาถึงวันก็บ่ายนู้นแหละ เพราะกว่าวิวจะมาเกือบเที่ยงครึ่ง แถมพวกเรายังไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเป็ด แวะเซเว่นกันอีก

                พวกเราหยุดดูวิวตามจุดต่างๆกันไปเรื่อย จนมาถึงยอด ความจริงคุยอะไรกันเยอะแยะเลย ไอ้นุ้ยนับขั้นบันได้ ส่วนฉันก็มองวิวมาตลอด พวกเพื่อนๆก็เดินคุยกัน สูงแต่เดินไม่เหนื่อยเลย

                พอขึ้นมาถึงชั้นบน จะมีห้องข้างล่างก่อนชั้นสูงสุด พวกเราไว้พระกันก่อน จากนั้นก็ออกมาทำสังคถาร(เขียนงี้หรือเปล่าฟร่ะ) ค่าทำสังคถาร 200บาท พวกเราก็หุ้นเงินกัน โดยการหารห้า จากนั้นก็นั่งรับศีลรับพรพรมน้ำมนตร์ด้วย

                “แลกเรียนก่อนขึ้นกันเปล่า” ไอ้นุ้ยเรียกพวกเราให้ไปแลกเหรียญ

                “มาๆกูแลกๆ” ฉันก็ทำการแลกเหรียญกับคุณลุง ยี่สิบเหรียญ ไอ้นุ้ยก็ยี่สิบ เอลฟ์ยี่สิบ ส่วนอีกสองคนจำไมได้ว่าแลกไม่แลกนะ

                จากนั้นพวกเราก็ไปขึ้นสวรรค์กัน

                ลุงที่รับแลกเหรียญบอกว่า ให้พวกเราเดินวนเจดีย์ภูเขาทองกันสามรอบ ให้ตั้งจิตอธิฐานกันดีๆ

                พวกเราก็พยักหน้ารับแล้วก็เดินขึ้นไป

                “โอ๊ย หัวเกือบโขกและ” ไอ้วิวจับหัวตัวเอง

                ตอนเดินบันไดขึ้นไป บันไดชันมาก พื้นเพดานก็ต่ำ

                พวกเราขึ้นไปถึงชั้นบนกันเรียบร้อยครบสามสิบสองอย่างปลอดภัย

                “ฮ๊า ไม่มีแดดเลยดีวะ”

          “ลมเย็นด้วย”

          “มาๆ”

          ฉันกวักมือเรียกเพื่อนๆให้ไปยืนเรียงแถวกันตรงหน้าป้านสีดำใหญ่ๆที่มีตัวอักษรสีทองสลักไว้อย่างสวยงาม มันคือบทส่วนต่อพระธาตุเจดีย์

                มีพี่สาวคนนึงยืนเก้ๆกังๆจดๆจ้องๆอยู่ก่อนหน้าพวกเราแล้ว พวกเราจึงต้องยืนแยกกัน

                พวกเราพนมมือขึ้นพร้อมเพรียง ทุกคนเริ่มสวดตามที่เขาได้เขียนบทสวดไว้ให้

                ฉันสังเกตุเห็นพี่คนนั้นไปแล้ว พวกเราจึงขยับแถวเข้าหากันใกล้กว่าเดิม พอสวดไปเรื่อยๆก็เริ่มขยับไปมาไม่อยู่นิ่ง

                ก็เพราะมันมีเสาเล็กๆบังตัวหนังสืออยู่น่ะสิเลยต้องชะเง้อคอมองจนคอแทบจะหลุด กว่าจะสวดเสร็จก็ถูกป้าๆซิ่มๆมองจนตาแทบจะแหก ก็เล่นยืนเรียงแถวหน้ากระดานบังชาวบ้านเขาหมดเลย

                จากนั้นพวกเราก็เดินเรียกแถวตามแม่เป็ดวิวเพื่อเดินวนรอบเจดีย์ทองสามรอบพร้อมคำอธิฐาน

                ฉันก็ขอนู้นนี่นั่นไปเรื่อย

                เดินๆไปสักพัก ฉันก็เดินไปตีคู่ไอ้เอลฟ์ จู่ๆ ไอ้จิ๋วก็เดินมีตีคู่ฉันอีกที และทำท่าเหมือนจะแซงวิวแต่ทำไมได้ เลยกลับไปเดินอยู่ข้างหลังเหมือนเดิม...แอบฮาวะหลุดเลยตอนนั้น ธาตุฮาเข้าแทรก

                ...

                ...

                ..........

                .................

                .........................

                ..................................

                หลังจากเดินวนกันเรียบร้อยพวกเราก็มารวมตัวกันต่อ

                “จิ๋วมึงจะเดินแซงขึ้นมาทำไมวะ กูฮาเกือบหลุดอะ” ฉันยืนเท้าเอวข้างนึง ท่านี้ยืนประจำ -*-

“เฮ้ยจริงดิ กูไม่รู้เลยวะ”

“งั้นมึงก็รู้ไว้นะ”

“เออๆ”

“ยังมีอะไรอีกไหมวะ”

          “มีๆ มาเขียนชื่อกันปะ” ฉันชี้ไปที่ผ้าสีแดงขนาดใหญ่

                พวกเราย้ายพลไปยืนจดๆจ้องๆป้ายผ้าสีแดง แต่แล้วกลุ่มที่มายืนข้างๆพวกเรามันกลับฉกชิงปากกาไปเขียน ไอ้พวกกลุ่มเด็กแว๊นนนนนเอ๊ยยย

                พวกรึงขยับมายืนอีกทางเพราะพวกนั้นคุมพื้นที่อีกฝั่งไปแล้ว

                “ในตะกร้ามีปากกาด้วย” ฉันชี้ไปตรงตะกร้าเล็กๆสำหรับใส่ปากกา

                กำลังจะเดินไปหยิบจู่ๆก็มีคนนึงเดินมาแล้วก็นั่งลงตรงหน้าตะกร้านั่น ในมือถือโทรศัพท์

                “โหล่-แม่ว่าไง” มันพูดเสียงดังมากกกกกกก

                “อยู่วัดแล้ว” เสียงดังกว่าเดิมอีก

                ฉันยืนอยู่ใกล้ๆมันจำต้องค่อยๆเบียนหน้าหนีแล้วพยายามกลั้นหัวเราะไว้เบาๆ

                “ไอ้เชี่ยมึงพูดเบาๆหน่อยดิ” เพื่อนมันเดินเข้าไปพูดด้วย

                “ก็แล้วทำไม กูมาทำบุญอะ” มันพูดกับเพื่อนแบบเสียงดังมว๊ากกกกกกกก มึงไม่ตะโกนใส่หูกูเลยฟร่ะ

                ฉันก็พยายามกลั้นขำเต็มที่ แล้วก็รอมันออกไปไกลๆจากตะกร้าด้วย กูจะเอาปากกาเว้ย

                สักพักมันก็เดินหนีไปกับเพื่อนๆเด็กแว๊นของมัน เสื้อผ้าสีสะท้อนสายตาเห็นแล้วอยากจุดไฟเผาจริงๆ...

                เออ...ช่างเถอะ จุ๊ๆ

                ฉันฉกปากกาเดินไปหามุมที่พอจะเขียนชื่อพร้อมครอบครัวตัวเองลงไปบนผ้า

                หามุมได้แต่ช่างอยู่ไกล

                ฉันยืนเอาขาติดกับพื้นยกระดับ โค้งตัวยื่นไปข้างหน้า ขอบอกว่าท่ายืนเขียนทุเรศมากเพื่อนๆนั่งเขียนกันโคตรชิว...

                หลังจากเขียนกันเรียบร้อยพวกเราก็ไปหาจุดนั่งพักกัน

                ฉันมองไปเห็นกล้องส่องทางไกล เลยวิ่งไปส่องดู ใช้งานได้แฮะแถมฟรีด้วย   

                “มองเห็นหรอวะ” วิวเดินมาถาม

                “เห็นๆ”

          “กิ๊บๆเค้าดูด้วยดิ”

          เอลฟ์ทำหน้าปลื้มปิติสุดตรีน...ท่าทางจะตื่นเต้นน่าดู

                “อะๆ มาดูๆ”

          ฉันขยับออกให้เอลฟ์มาดู แต่ดั๊นโดนไอ้วิวแย่งไปส่องก่อน มันก็ส่องไปซ้ายทีขวาที เอลฟ์ก็ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ

                ฝนเริ่มตกปรอยๆแต่พวกเรายังคงอยู่คุยเล่น ถ่ายรูปอะไรกันต่อไปเรื่อย

                “มาทำบุญแม่งสบายใจจริงๆวะ” วิวยืนเกาะขอบกำแพงสีขาวรับลมสบายๆ

                “ก็ดี ชิวๆกูเรื่อยๆ”

          “วันนี้เริ่มต้นของวันก็ดี ท้องฟ้าแจ่มใส พอตอนนี้ก็เริ่มเย็นๆแล้ว”

          เรื่องของเรื่องคือเย็นฝน สักพักพวกเราก็ยืนเกาะขอบรั้วหันมองออกไปสู่ภาคพื้นดินที่ไกลสุดลูกหูลูกตาถึงจะเต็มไปด้วยตึกแต่ก็เพราะลมฝนเย็นๆทำให้เราสามารถสงบจิตคิดอะไรๆกันได้...

                ...

                ฉันคิดว่าสักวันอยากจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวต่างจังหวัด...

                ที่ๆบรรยากาศดีกว่านี้

                มีที่เที่ยวเยอะกว่านี้

                ทุกอย่างมีแต่ต้นไม้ ฉันคิดว่าเพื่อนฉันต้องชอบ...

                เป็นที่ๆ ฉันสามารถตะโกนเสียงดังๆได้ และอยู่ได้อย่างสบายใจแม้จะไม่มีเน็ตหรืออะไรก็ตาม ชีวิตวันๆนึงไม่เคยเบื่อเลย

                เช้ามาก็ล้างหน้าแปรงฟัน เข้าสวนเที่ยงกลับมากินข้าว ไปเดินเล่นทั่วไป เย็นก็กลับมาชวนพี่ไปเที่ยวเล่นที่อื่นต่อชีวิตที่ ต่างจังหวัดสนุกและมีเรื่องราวแปลกใหม่ตลอดเวลาจริงๆ

                พวกเราเดินเรียงแถวกันลงไปเรื่อยๆ

                “มีหอศิลป์อยู่ใกล้ๆด้วยวะ” ไอ้นุ้ยทัก

                “ไปกันปะหละ” ฉันหยุดยืนมองหอศิลป์

                “ไหนวะหอศิลป์” ไอ้วิวพยายามชะเง้อคอมองหาบ้าง

                “มึงลองกลับไปส่องกล้องดูดิ อยู่แถวๆนั้นอะ”

          “อืม”

          มันก็วิ่งกลับไปส่องกล่องพวกเราก็เดินลงไปข้างล่างต่อ

                ตอนแรกพวกเราจะกลับกันเลยหละ แต่ฉันรั้งเพื่อนไว้บอกว่าอยากได้สายสิญจน์สักหน่อย คือความจริงก็ได้มาและตอนทำสังคถาน แต่อยากได้ที่มันเหมือนกับที่ใส่อยู่เพิ่มอีกเพราะก่อนหน้านี้ขาดไปเส้นนึงเศร้าเลย...

                แต่ก่อนหน้าที่พวกเราจะไปซื้อสายสิญจน์กัน พวกเราไปนั่งรวมตัวกันอยู่ตรงจุดนึงที่มีให้เสี่ยงเซียมซี แล้วก็ยกช้าง...

                “จะลองยกช้างหรอนุ้ย” ฉันมองไอ้นุ้ยที่นั่งพนมมือข้างตัวมีช้างเหล็ก

                “เออ ว่าจะลองดู”

          “ไหนๆกูขอลองก่อนดิ”

          ไม่พูดเปล่า ฉันวางกระเป๋าไว้ข้างตัวแล้วนั่งลง ยกช้างจากไอ้นุ้ยมาไว้ข้างตัวฉันแทน

                “เบาวะ”

          “ก็นะ”

          “เริ่มอธิฐานเลยนะ เอาไงวะ...เอิ่ม...”

          ฉันก็ขอเรื่องเดิมๆ แล้วก็ยกช้างขึ้นด้วยนิ้วชี้...

                “กิ๊บ เขาบอกให้ยกด้วยนิ้วนางข้างขวาวะ” ไอ้นุ้ยชี้ไปที่กระดาษที่แปะไว้ โอเค

          ฉันวางช้างลง แล้วเริ่มยกใหม่ นิ้วนาง ยกช้างขึ้นอย่างง่ายดาย....

                “ยกได้วะ แล้วทำไมอะ”

          “เฮ้ยมึงอ่านใหม่ดีๆดิ เขาบอกว่าให้ยกสองครั้ง ครั้งแรกขอให้ยกขึ้น ครั้งสองขอให้ยกไม่ขึ้น” วิวอธิบาย

                “มาๆงั้นเอาใหม่นะ”

          “ลองๆอีกรอบๆ”

          ฉันก็ฮธิฐานอะไรเต็มที่เลยนะ แต่คำขอเดิม

                คือที่ขอไปอะฉันรู้อยู่แล้ว แต่อยากลองดู แค่ลองนะ...

                ช้างเหล็กไมได้หนักฉันรู้ แต่ไม่รู้ว่าอะไรที่จะทำให้ยกขึ้นไม่ขึ้นนี่แหละที่อยากรู้...

                ฉันเริ่มยกช้างด้วยนิ้วนางข้างขวา ลอยขึ้นแบบชิวๆ

                พอวางฉันก็ยกใหม่คราวนี้ต้องไม่ขึ้นใช่ไหม...

                ยก...ยกขึ้นแต่หนักวะ...

                “กิ๊บเขาบอกให้เอาช้างวางไว้ข้างหัวเข่าไม่ใช่หรอ” เอลฟ์เอานิ้วจิ้มๆให้ดูตรงคำสั่ง

                “ฮะ? ต้องยกใหม่หรอ”

          “ใช่ ขออีกรอบ”

          “กูว่าแม่งเริ่มไม่ศักดิ์สิทธิก็เพราะไอ้กิ๊บนี่แหละ” จิ๋วหัวเราะเบาๆ

                “เออ กูขอลองอีกรอบนะ”

          ฉันก็ลองอีกรอบ ก็เหมือนเดิมยกขึ้นสองครั้ง เลิกและ ฉันปล่อยให้เพื่อนคนอื่นยกช้างเล่นกันไปเสี่ยงเสียมซีดีกว่า

                ก๊องแก๊งๆๆๆๆๆๆๆ...

                6...7...ออกมาสองอัน

                ฉันก็เก็บสองอันนั้นเข้าที่เดิม แล้วก็บีบๆมันรวมกันหน่อย เขย่าใหม่

                ก๊องแก๊งๆๆๆๆๆๆๆ....

                ...7...

                โอเค เลข 7 นะ

                “ได้เลขเดิมหรอวะกิ๊บ” เอลฟ์ถาม

                “อืม...” ฉันลุกขึ้นจะเดินไปอ่าน

                “กิ๊บๆ มาเอากระเป๋าไปอย่ากองไว้แบบนี้”

          “อืมได้ๆ” ฉันเดินไปหยิบกระเป๋ามาสะพายตามเดิม

                ยืนอ่านได้สักพักจิ๋วก็เดินมาอ่านข้างๆกัน ได้คนละเลขแต่อยู่ใกล้กันพอดี....

          “ก็ไม่มีอะไรนี่หว่า กูงง”

          “อืมๆ”

          พออ่านจบพวกเราก็ไปดูของกัน ไอ้จิ๋วอะดูเฉยๆ แต่ฉันอะจะซื้อ ก็เลือกสายสิญจน์อยู่ดีๆ

                “กิ๊บมึงว่าเขาจะปลุกเสกยังวะ”

          “กูก็ไม่รู้ลองถามดูดิ” ฉันก็เลือกๆ หยิบสีที่น่าจะเข้ากับของเก่ามาเทียบดู

                “น้าคะ น้า...” ไอ้จิ๋วชูสายสิญจน์ขึ้น “นี่ปลุกเสกหรือมีการทำพิธีหรือยังคะ”

          ฉันก็เดินไปยืนข้างๆเพราะอยากรู้เหมือนกัน

                คนขายเป็นเหมือนพวกบวชชีพราหมอะประมาณนี้

                “ก็ดูเอาสิคะ มันอยู่ในวัดก็ควรจะคิดเองได้นะ”

          อะไรนะ...พูดแมวๆนะเนี่

                “ขายของเงินเข้าวัด ก็น่าจะคิดได้นะว่ามันปลุกเสกไม่ปลุกเสก”

          น้ำเสียงแข็งมาก ถ้าตบมึงได้กูตบไปแล้ว

                ฉันมองหน้ามัน ไอ้จิ๋วก็มอง ความคิดเราติดลบและ

                แค่นั้นแหละ เลิก ตอนแรกว่าจะซื้อสักสามสี่เส้น จบ กูไม่ซื้อแล้วมึงพูดแบบนี้...

                ฉันกับจิ๋วเอาของมันไปวางไว้ที่เดิมแล้วเดินออกมาจากจุดนั้น

                “มีไรวะ” เอลฟ์ถาม

                เพื่อนๆก็เดินมายืนล้อมกันและ

                “ป้านั่นอะดิแม่งเซ็ง”

          “เดี๋ยวค่อยเล่าละกันนอยด์เลย”

          เราสองคนทำหน้าเซ็งเป็ด

                เอลฟ์กับวิวก็ยืนอ่านใบเซียมซี ต่อ ฉันก็หันไปเจอไอ้นุ้ยกำลังเลือกสายสิญจน์ที่ฉันไปยืนเลือกก่อนหน้านี้พอดี โธ่เกลอแก้ว อย่าไปเสียเงินให้ยัยป้านั่นเลย

                ฉันเดินไปยืนซ้อนหลังไอ้นุ้ย

                “จะซื้อหรอ” ซุบซิบๆ

                “ก็ว่าจะนะ อยากได้สีน้ำตาลๆเหลืองๆอะ”

          “อย่าเลยแม่ง”

          “ทำไมอะ”

          “เออ อย่าไปซื้อ ออกมา”

          ไอ้ป้าแม่งตอนนั้นเปิดเทปอะไรนะ ที่บอกทำนองว่า ของในร้านปลุกเสกแล้วของทางวัด เป็นภาษาไทยเสียงยานๆ แม่งเหมือนเปิดประชดกันอะ

                เอลฟ์เดินมายืนข้างๆ แล้วจับๆดูพวงกุญแจ

                พวงกุญแจมีสามไซต์เลยนะ แบบใหญ่ กลาง เล็ก

                เอลฟ์จับอันกลาง ฉันก็จับๆอันเล็ก ไล่ไอ้นุ้ยไปให้พ้นๆทางเรียบร้อย

                “70 70 70!” เสียงดังฟังชัดมาก

                พวกเราก็มองหน้ากัน ด่ายัยป้าผ่านสายตากันไปมาแล้วก็วางของไว้ที่เดิม เดินออกมาเลย

                “กูรู้และทำไมแม่งขายไม่ค่อยออก”เอลฟ์ทำหน้าเซ็งๆ

                “เออ นั่นแหละ ยิ่งตอนกิ๊บกับจิ๋วไปนะ โดนหาว่าไม่รู้จักคิดอะ คิดดู๊”

          ฉันก็บ่นๆๆๆ

                ...

                ...

                ....           

                .....

                ......

                หลังจากบ่นกันเสร็จเรียบร้อยพวกเราก็คุยๆกันจะไปหอศิลป์ต่อ เราเคาะระฆังกันตอนเดินลงมา ฝนหยุดตกแล้วเป็นเวลาออกเดินทางของพวกเราสักที เดินทางไปยังสถานที่ใหม่...

                ....

                หอศิลป์....

----------------------------------------

27/11/55

ไม่ได้มาต่อนานเลย ก็คือมันไม่มีเรื่องจะพูดกัน

เดี๋ยวมีตอนพิเศษนิดนึงเม่ื่อวัน เสาร์ที่ผ่านมา พวกเรา 4 คน (ไอ้นุ้ยแม่งไม่ไปด้วย) ไปเที่ยวบางแสนมา สนุกมาก!

5555+

มีรูปๆๆ

เจดีย์ ที่ไปเดินวนกัน


ระฆังที่พวกเราเคาะเล่นกัน สนุกมือมากกกก 


                

บันไดทางเดิน สู๊งสูง

ตอนที่เดินไป ไหนสักที่จะไม่ได้ว่าตอนไปศึกษาภัณ หอศิลป์ หรือ สถานที่จะนิทัศกาลสุโขทัย (เขียน นิทรรศกาล ไม่เป็น ไม่รู้เขียนไง แฮะๆ -*-)

Comment

Comment:

Tweet